February 27, 2020

STEP 1 : UTM คืออะไร?

อย่างแรกเลย เรามาทำความเข้าใจกับ UTM กันก่อนนะคะ

UTM คือชุดข้อความไว้สำหรับให้ Google Analytics อ่าน และ นำข้อมูลไปเก็บให้เราในรีพอร์ทได้ถูกต้อง ทำให้เวลาเรากดเข้าบางเว็บไซต์แล้วเราจะพบ URL ที่ยาวเป็นพิเศษ เช่น

โดยส่วนใหญ่จะนิยมใช้กัน 2 ค่าค่ะ คือ..

  • Source = ลูกค้าผ่านเข้าเว็บไซต์คุณมาด้วยช่องทางไหน 
  • Medium = ลูกค้าผ่านเข้าเว็บไซต์คุณมาด้วยวิธียังไง

           ตัวอย่างง่ายๆที่ตาทำไว้ในภาพเลยจะอ่านค่าได้ว่า คุณเข้าเว็บไซต์ Taketing.com จาก content ใน Facebook ในหัวข้อ UTM-Builder (เป็น code name ที่ตาตั้งขึ้นสำหรับบทความนี้) เข้ามาด้วยวิธี organic เข้าใจง่ายๆก็คือ ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อใช้ในการทำโฆษณาค่ะ คุณอาจจะเห็นจากเพื่อนแชร์ต่อๆกันมา หรือตาแชร์ลงกลุ่มไหนสักกลุ่มแล้วคุณเห็นก็เลยกดมา อะไรแบบนี้

    หากถามว่า แล้วใช้ UTM แบบนี้แล้วจะมีค่า error เกิดขึ้นมั้ย ตอบให้เลยค่ะว่ามีโอกาสเกิดค่า error ขึ้นได้ตลอดเวลา เนื่องจากเราไม่สามารถ control พฤติกรรมของ user ได้เลย เช่น user คนนึง ดันเซพลิงค์ UTM ตาไว้สำหรับกดเข้าเว็บไซต์ ผ่านไปปีนึง เขาก็ยังใช้ UTM อันนี้อยู่ สแตทหลังบ้านตาก็จะออกมาแบบเพี้ยนๆหน่อยค่ะ

STEP 2 : ทำ UTM แล้วได้อะไร?

ก่อนอื่นเลย คุณเห็นความแตกต่างของสีส้ม และ สีน้ำเงินมั้ยคะ?

ตัวหนังสือสีน้ำเงิน จะเป็นค่า Default ที่ Google Analytics กำหนดขึ้นมาให้ ส่วนค่าสีเหลือง คือ UTM ที่ตาเซ็ตขึ้นมาเองเพื่อให้ Google Analytics สามารถระบุค่าที่ถูกต้องได้ค่ะ

*ส่วน Goal Completions หมายถึง เวลาเข้าเว็บซื้อของที่ต้องกดยืนยันสลิปสั่งซื้อหรือเด้งหน้าขอบคุณที่ชำระเงินนะคะ ตรงนี้ตาจะสื่อว่า ได้รับเงินจากช่องทางเหล่านั้นมาแล้วทั้งหมดกี่ครั้ง

1) Google/cpc : หมายถึงการลงโฆษณาผ่าน Google Ads ค่ะ
2) (direct)/(none): จริงๆมาจากหลายกรณี แต่เอาเบสิคสุดคือ การที่พิมพ์ taketing.com เข้ามาตรงๆ (เพราะจำได้เลยพิมพ์เข้ามาถูก)
3) m.facebook.com/referral: หมายถึงการกดเข้าเว็บไซต์มาผ่าน Facebook โดยใช้มือถือค่ะ
4) จะสังเกตได้ว่า wikipedia มีหลายอันมากก

แล้วทีนี้ ทำ UTM แล้วได้อะไร?

สำหรับคนที่ทำ Multi-channel Marketing ย่อมต้องอยากรู้ค่ะว่าลงเงินลงแรงไปแล้วมัน “คุ้มมั้ย” แล้วช่องทางไหนที่มัน เวิร์คกว่ากัน ซึ่ง UTM สามารถตอบคำถามตรงส่วนนี้ได้ค่อนข้างชัดเจนเลยว่า ตามองภาพรวม data แล้วรู้ทันที ว่าช่องทางไหนทำเงินได้มากที่สุด (เพราะ Goal ตั้งไว้ว่าเป็นเงิน) แล้วลองเอามาเทียบกับ ROI ดูค่ะ ช่องทางไหนคุ้ม ช่องทางไหนแป้ก เราควรลงเงินไปกับช่องทางไหนต่อ?

หรือพบทางที่มันแย่ มันเย่เพราะอะไร ถ้าหาสาเหตุได้ ก็ดูว่ามันสมควรหยุดมั้ย แก้ไขได้รึเปล่า รึจะทุ่มงบไปต่อ เพราะเห็นอะไรในตัวข้อมูล (แต่เห็นแค่นี้อย่าพึ่งตัดสินใจนะคะ รออ่านให้จบถึง STEP 5 ก่อน)

STEP 3 ทำ UTM ยังไง?

อ่านมาถึง 2 STEP เชื่อว่าหลายๆคนอยากสร้าง UTM เป็นแล้ว 
วันนี้ตาจะมาแนะนำเครื่องมือที่ใช้งานง่ายๆค่ะ
Tool : https://ga-dev-tools.appspot.com/campaign-url-builder/

website URL : ใส่ landing page ที่ต้องการได้เลยค่า
Campaign Source : ระบุช่องทางของ Campaign ค่ะ 
Campaign Medium : ระบุที่มาของ Campaign ค่ะ
*สามารถ create เองได้เลย อย่าลืมจดไว้ด้วยนะคะ*

เสริมเป็นทริคนิดนึง ว่าไม่จำเป็นต้องตั้งตามตัวอย่างของตานะคะ เพราะแต่ละเว็บเวลาวางโครงสร้างการเก็บข้อมูล ตาก็ปรับให้เข้ากับโครงสร้างเว็บไซต์และแคมเปญของแต่ละธุรกิจเลยค่ะ 

**โดยเฉพาะถ้าข้อมูลมีต้องส่งไปเชื่อมกับระบบ crm หลังบ้านต่อ ให้ปรึกษาโปรแกรมเมอร์ก่อนเอา UTM ไปใช้นะคะ (สำคัญมาก)***

STEP 4 : เอา UTM ไปใช้ยังไง?

กรณีเอาไปใช้รันโฆษณาสามารถเอาไปวางไว้ตรง Final URL ได้เลยค่ะ ทั้ง Facebook Ads และ Google Ads

แต่ขอเสริมสำหรับการนำ UTM ไปใช้กับ Google Ads นิดนึง ถ้าปกติใช้ CGLID (Google Click ID) อยู่แล้ว จะเอา UTM ไปใช้ด้วย ให้เข้าไปกด Allow ที่ setting ของ Google Analytics ก่อนนะคะ 

ตั้งค่ายังไง?

ตั้งค่าจาก Property Setting ค่ะ > จากนั้นมองหาหัวข้อ Advanced Setting > ติ้กถูกตรงหัวข้อ Allow manual tagging (UTM values) to override auto-tagging (GCLID values) for Google Ads and Search Ads 360 integration > กด Done ค่ะ

แล้วถ้าเป็นของคอนเทนต์ธรรมดาล่ะ ใช้งานยังไง?

หลังจาก STEP ที่ 3 ในเว็บเดียวกันเลื่อนลงมาข้างล่างนิดนึงจะเจอตามในภาพนะคะ สามารถกดย่อลิ้ง (Convert URL to Short Link) ได้เลย มันจะเชื่อมกับ bit.ly อัตโนมัติค่า จากนั้นก็เอาลิงค์ย่อไปแปะตามแต่ละคอนเท้นต์ที่ต้องการได้เลยค่ะ

STEP 5 : วัดผลด้วย UTM ได้ยังไง?

การวัดผลจริงๆดูได้หลายแบบมาก ตารางแบบ STEP 2 ก็เป็นทางนึงที่ดูค่อนข้างง่ายและรวดเร็ว ส่วน STEP 5 จะนำเสนอวิธีการวัดผลแบบ Multi-Channel Funnel ค่ะ

Multi-Channel Funnel จะเป็นการวัดผลแบบวัดตามสายการเดินทางของ USER จนถึง Goal เลยค่ะ ว่า USER มีการเดินทางแบบไหนบ้างกว่าจะมาถึง Goal (เช่นมาจ่ายเงินซื้อของเรา)

ทำไมถึงแนะนำให้ใช้

จากรูปตัวอย่างนะคะ ถ้าเราวัดผลแบบปกติ ก็คือมาทางไหนทางนั้นได้คะแนน แน่นอนว่าคุณต้องสรุปว่า “อ๋อ คนส่วนใหญ่รู้จักเราอยู่แล้ว ไม่ต้องโปรโมทหรือทำโฆษณาก็ได้” .. แบบนี้คงไม่ใช่ จริงมั้ยคะ?

ถ้าสมมติ Referral เป็น GDN หรือ Influencer นั่นเท่ากับว่าคุณจะมองว่าพวกเขาไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาถือเป็น Assisted Conversions อย่างดีเลยค่ะ ยิ่งถ้าเราตัดงบโฆษณาที่เป็นกระบวนการแรกๆของ Brand Awareness ออกไป มันก็จะไม่มี momentum มาช่วยดันให้เกิด conversion ได้

แชร์เทคนิคให้คือ แนะนำให้มองภาพนี้ค่ะ แล้วคิดให้ออกมาเป็นภาพของคุณเอง ว่าถ้ามี Flow แบบนี้ คุณอยากเห็นค่าอะไรบ้าง เห็นแล้วจะเอาไปทำประโยชน์อะไรได้ จากนั้นค่อยไปแปลงเป็น UTM ก็ได้ค่ะ

อ้างอิงจาก https://taketing.com/utm-builder/

About the author 

Thanakun.J

วิศวฯคอม ม.ขอนแก่น

{"email":"Email address invalid","url":"Website address invalid","required":"Required field missing"}

Title Goes Here


Get this Free E-Book

Use this bottom section to nudge your visitors.

>